สถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ยังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยในประเทศไทยยังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ เพิ่มขึ้นวันละกว่า 100 ราย สิ่งสำคัญที่รัฐบาลรณรงค์และขอความร่วมมือกับประชาชนคือ ให้หยุดอยู่บ้าน เพื่อลดการแพร่และการติดเชื้อโคโรนาไวรัส รวมถึงการไม่ปกปิดประวัติความเสี่ยงติอเชื้ออีกด้วย
แต่ทว่า ยังคงมีคนเห็นแก่ตัวอยู่มากมายในสังคม ปกปิดประวัติความเสี่ยงของตัวเอง จนทำให้ผู้อื่นต้องเสี่ยงติดเชื้อไปด้วย เช่นเดียวกับเคสนี้ โดยเฟซบุ๊ก Nuttaporn Shoomparng ของคุณหมอฟันสาธารณสุข กองทันตสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. เล่าเรื่องคนไข้โกหกประวัติเดินทางไปสนามมวยลุมพินี เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการแพร่เชื้อนั้น
ระบุว่า ชายคนขับแท็กซี่รายหนึ่ง มาหาหมอด้วยอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ผ่านการคัดกรองวัดอุณหภูมิ ได้ 36.6 องศาเซลเซียส คนขับแท็กซี่ปฏิเสธภาวะเสี่ยงทุกอย่าง ซึ่งแพทย์ได้ตรวจร่างกายและจ่ายยา จากนั้นส่งให้พบทันตแพทย์เพื่อถอนฟัน เพราะคนไข้ฟันโยกเป็นหนอง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สบายและปวดศีรษะ
ทันตแพทย์ ซักประวัติอีกครั้งเรื่องความเสี่ยง เขาปฏิเสธทุกอย่าง และเมื่อถามว่าเคยไปรับ-ส่งผู้โดยสาร จากสนามมวยบ้างหรือไม่ คนไข้บอกเคยไปสนามมวยเมื่อ 2-3 เดือนก่อน หมอถามย้ำอีกครั้งว่าไปมาเมื่อไร คนไข้บอกยังตอบแบบเดิม หมอจึงตัดสินใจถอนฟันให้เพราะเป็นเคสฉุกเฉินและถอนไม่ยาก พอถอนเสร็จเท่านั้นแหละ...
คนไข้บอกว่า จริง ๆ แล้ว เพิ่งไปสนามมวยลุมพินี เมื่อ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อนที่ไปด้วยกัน ถูกตำรวจตามไปกักตัวหมดแล้ว แต่ตนเองไม่โดน เลยขับแท็กซี่รับ-ส่งผู้โดยสารเรื่อย ๆ กระทั่ง 2-3 วันที่แล้ว มีไข้ไม่หาย เลยกินยาพารา พอไข้ลดก็มาหาหมอ
จังหวะนั้น คุณหมอฟันตั้งสติขั้นสูงสุด ก่อนติดต่อเจ้าหน้าที่ให้นำตัวคนขับแท็กซี่ไปตรวจโควิด 19 วันต่อมา ผลเป็น Positve (บวก) ทำให้คุณหมอฟันรายนั้น กลายเป็นผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อโดยตรง ถูกสั่งพักงาน ให้กักตัวอยู่บ้านทันที
นี่คือเรื่องที่เกิดจริง ขนาดเคสเร่งด่วนยังกลายเป็นคนไข้ COVID-19 ที่ปกปิดข้อมูล ทั้งนี้ เคสที่ไม่เร่งด่วน ยิ่งไม่ควรทำ คนไข้ที่ปกปิดข้อมูลมีอยู่จริงทุกพื้นที่ อย่าคิดว่าการคัดกรองจะได้ผล 100%
คนไข้บอกว่า จริง ๆ แล้ว เพิ่งไปสนามมวยลุมพินี เมื่อ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อนที่ไปด้วยกัน ถูกตำรวจตามไปกักตัวหมดแล้ว แต่ตนเองไม่โดน เลยขับแท็กซี่รับ-ส่งผู้โดยสารเรื่อย ๆ กระทั่ง 2-3 วันที่แล้ว มีไข้ไม่หาย เลยกินยาพารา พอไข้ลดก็มาหาหมอ
จังหวะนั้น คุณหมอฟันตั้งสติขั้นสูงสุด ก่อนติดต่อเจ้าหน้าที่ให้นำตัวคนขับแท็กซี่ไปตรวจโควิด 19 วันต่อมา ผลเป็น Positve (บวก) ทำให้คุณหมอฟันรายนั้น กลายเป็นผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อโดยตรง ถูกสั่งพักงาน ให้กักตัวอยู่บ้านทันที
นี่คือเรื่องที่เกิดจริง ขนาดเคสเร่งด่วนยังกลายเป็นคนไข้ COVID-19 ที่ปกปิดข้อมูล ทั้งนี้ เคสที่ไม่เร่งด่วน ยิ่งไม่ควรทำ คนไข้ที่ปกปิดข้อมูลมีอยู่จริงทุกพื้นที่ อย่าคิดว่าการคัดกรองจะได้ผล 100%
ที่มา kapook

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น